10 การทดลองยุคใหม่ ที่ขัดใจคนดีมีศีลธรรม

 วิทยาศาสตร์กับการผิดจริยธรรมมักเป็นของคู่กันเสมอมาตั้งแต่ในสมัยอดีต การทดลองหลายครั้งจำเป็นต้องสังเวยชีวิตสัตว์จำนวนมากมาย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สามารถนำมาใช้กับมนุษย์ได้อย่างไม่ผิดพลาด ในขณะที่หลายคนมองว่า การทดลองแบบนี้มันขัดต่อศีลธรรมอันดีอย่างร้ายแรง เรื่องราวเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นข้อถกเถียงกันมาตั้งแต่อดีตว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่ถูกต้องกันแน่ วันนี้เพชรมายาจึงขอพาทุกท่านมาชมการทดลองต่างๆ ในยุคใหม่นี้ ที่อาจขัดใจคนดีมีจริยธรรมอย่างแน่นอน

1. การทดลองควบคุมสมองหนู

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์กได้ค้นพบวิธีการควบคุมหนูจากระยะไกล โดยพวกเขาอ้างว่าพวกสัตว์จะมีประโยชน์กับเราในการช่วยทำงานที่อันตรายและยากลำบาก หนูจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมเนื่องจากขนาดความเหมาะสมทางกายภาพ ส่วนเทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น โดยสามารถตรวจจับสัญญาณได้ไกลถึง 460 เมตร (1,500 ฟุต)

หนูเหล่านี้ถูกควบคุมโดยการใช้คอมพิวเตอร์ส่งสัญญาณกระแสไฟฟ้าผ่านสมองของพวกมันเพื่อเป็นวิธีในการป้อนคำสั่งต่างๆ  จนทำให้พวกมันกลายเป็นทาสของนักวิทยาศาสตร์ได้ และหากการทดลองนี้สำเร็จ ลำดับต่อไปคือการทดลองกับสัตว์อื่นๆ รวมไปถึงการนำไปทดลองกับมนุษย์ และนั่นถือเป็นสิ่งเลวร้ายเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้

2. มดลูกเทียม

การสร้างมดลูกเทียมถือเป็นเรื่องธรรมดาในนิยายแนววิทยาศาสตร์ แต่ตอนมันกำลังจะกลายเป็นเรื่องจริงแล้ว เพราะนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้สร้างมดลูกเทียมขึ้นมาเพื่อช่วยให้ลูกแกะที่คลอดก่อนกำหนดให้เติบโตได้ตามปกติ ลักษณะของมดลูกเทียมนี้คล้ายกับถุงพลาสติกใสขนาดใหญ่ ที่มีสายท่อเสียบต่ออยู่

เป้าหมายของการวิจัยนี้คือการเพิ่มอัตราการรอดชีวิต และรักษาคุณภาพชีวิตของทารกที่คลอดก่อนกำหนด นอกจากนั้นมันยังสามารถนำมาใช้กับผู้หญิงที่เป็นหมันและคู่รักที่เป็นเกย์ได้ แต่หลายคนอาจมองว่า มดลูกเทียมจะขัดต่อหลักธรรมชาติ และในเมื่อโลกไม่จำเป็นต้องพึ่งคุณแม่ตั้งครรภ์ ปัญหาหลายๆ สิ่งจะตามมา

3. CRISPR

CRISPR – Cas9 เป็นเทคโนโลยีการแก้ไขยีนแบบใหม่ที่มีความแม่นยำ ไม่แพง และรวดเร็ว ในขณะที่การดัดแปลงพันธุกรรมยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในเรื่องจริยธรรม เทคโนโลยีการตัดต่อพันธุกรรมในมนุษย์เองก็คงหนีไม่พ้นคำครหานี้ด้วยเช่นกัน

โดยในปี 2015 นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาตัวเอนไซม์ Cas9 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับพันธุวิศวกรรม อย่างเช่นจะดีแค่ไหน ถ้าสามารถสามารถตัดต่อ DNA ตัวเองและออกแบบเด็กทารกในแบบที่เราต้องการได้ แต่ปัญหาก็คือความซับซ้อนของยีนอาจส่งผลเสียต่อเด็กในระยะยาว นอกจากนั้นผลกระทบต่อสังคมก็คือช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนก็จะยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย

4. มนุษย์คิเมร่า (Human Chimeras)

คิเมร่า หรือ ไคเมร่า คือสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาจากเซลล์ของคน 2 คน มนุษย์คิเมร่าเองมีอยู่จริงบนโลก แน่นอนว่าพวกเขาเป็นมนุษย์ 100% ที่อาจเกิดจากการที่ “แฝดเทียม” หรือไข่สองใบที่ผสมแล้วในท้องแม่เกิดการรวมตัวกันกลายเป็นเอมบริโอเพียงอันเดียว และผสมรวมกันจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตเดียว แต่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทำคอตอนนี้คือการนำยีนมนุษย์มาผสมกับสัตว์ ให้กลายเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์

นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้คิดที่จะผลิตอวัยวะมนุษย์ในสัตว์ด้วยการฉีดสเต็มเซลล์เข้าไปในเอมบริโอ เพื่อหวังผลในการช่วยเหลือผู้คนที่ต้องการรับบริจาคอวัยวะ แต่ก็มีคำถามด้านจริยธรรมตามมาอีกมากมายรวมถึงความหมายที่แท้จริงของการเป็นมนุษย์

5. คืนชีพสิ่งที่สูญพันธ์ไปแล้ว

เรื่องนี้ฟังดูน่าสนใจ แต่อาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่นเดียวกับในหนังเรื่อง Jurassic Park อย่างเช่นแพะป่า พีเรเนียน ไอเบ็กซ์ ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ก็เคยถูกนักวิทยาศาตร์ชุบชีวิตมันกลับมาได้อีกครั้ง หลังจากความพยายามอย่างยากลำบาก แต่มันก็ลืมตาดูโลกได้เพียงไม่กี่นาที และหลังจากนั้นก็มีความพยายามที่จะชุบชีวิตแมมมอธขนยาวให้กลับมามีชีวิตในโลกปัจจุบันอีกครั้ง และถ้าหากมันเกิดขึ้นจริง ก็จะมีปัญหาด้านจริยธรรมตามมาอีกมากมาย

ในขณะที่นักอนุรักษ์สัตว์ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงการเหล่านี้ว่า จะดีกว่าไหมถ้าหากนำเงินลงทุนที่ใช้ไปกับการชุบชีวิตสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว นำไปใช้กับการปกป้องและอนุรักษ์สัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ไอเดียการชุบชีวิตสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วจะมีประโยชน์อะไรนอกจากความตื่นเต้นใคร่รู้ของมนุษย์เท่านั้น และจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเกิดเราสามารถคืนชีพนีแอนเดอธัลขึ้นมาได้

6. สิ่งมีชีวิตเทียม

ในปี 2010 นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งในประกาศว่า พวกเขาได้สร้างสิ่งมีชีวิตเทียมสำเร็จเป็นครั้งแรก ส่วนที่น่าเป็นห่วงก็คือพวกเขากำลังเล่นบทพระเจ้าด้วยการหวังว่า สิ่งมีชีวิตเทียมที่พวกเขาสร้างขึ้นจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ มลพิษ และความปลอดภัยต่อชีวิตมนุษย์

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของการสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ในธรรมชาติขึ้นมาอาจรุนแรงกว่าที่คิด พวกมันอาจรุกรานสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมถึงมนุษย์เราเอง และเราไม่มีทางคาดเดาถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตที่เราไม่เข้าใจได้เลย

7. เพาเวอร์สูทแห่งอนาคต (Exoskeletons)

นี่คือเทคโนโลยีชุดสูทที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฮดรอกลิก มีเซ็นเซอร์ติดตามระบบประสาทเพื่อสั่งการให้ชุดเคลื่อนไหวเพื่อเพิ่มความสามารถทางร่างกายได้มากขึ้น ถึงแม้ว่ามันจะยังไม่ถึงขั้นปลุกพลังกล้ามเนื้อให้เหนือมนุษย์ก็ตาม แต่มันก็เคยถูกใช้กับนักกีฬาพิการให้สามารถเตะลูกฟุตบอลได้ ในพิธีเปิดฟุตบอลโลก 2014 ซึ่งหากมันถูกใช้ไปในทางการแพทย์เองก็จะไม่มีปัญหาใดๆ เลย เว้นเสียแต่ว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกนำไปใช้ทางการทหาร

และผลกระทบต่อไปในอนาคตก็คือ หากมันถูกนำไปใช้กับบุคคลที่มีสุขภาพดีในการเพิ่มความสามารถทางด้านร่างกายในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยอำนวยความสะดวก การใช้เพื่อการทำงานด้านแรงงาน หรือแม้แต่ด้านกีฬา มนุษย์เองอาจมีพละกำลังที่ถดถอยลง การใช้หุ่นเป็นเครื่องทุ่นแรงอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับในระยะยาว

8. การผ่าตัดเปลี่ยนหัว

เซอร์จิโอ คานาเวโร ศัลยแพทย์ชาวอิตาลีที่อ้างว่าตัวเขาสามารถผ่าตัดเปลี่ยนหัวและเชื่อมไขสันหลังของหนูกับระบบประสาทได้สำเร็จ โดยผลการทดลองออกมาน่ายินดี เพราะหนูรอดชีวิตจากการผ่าตัด และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติในอีกราว 4 สัปดาห์ให้หลัง และลำดับถัดไปก็คือการผ่าตัดเปลี่ยนหัวมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก

แต่ก็มีประเด็นด้านจริยธรรมตามมาอีกเช่นกันสำหรับไอเดียนี้ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าสมองจะปฏิเสธร่างกายใหม่ของคนไข้หรือไม่ และการกินยากดภูมิคุ้มกันที่ต้องใช้ก็มีผลข้างเคียงที่อันตรายอย่างมาก รวมไปถึงโรคกระดูกพรุน กล้ามเนื้ออ่อนแอ น้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายใหม่อาจสร้างบาดแผลทางใจให้กับผู้ป่วย รวมถึงผู้ที่ต้องการบริจาคอวัยวะอีกด้วย

9. เชื้อโรคที่แข็งแกร่งขึ้น

เชื้อโรคร้ายแรงเป็นสิ่งที่อันตรายและควบคุมได้ยาก โดยทางทำเนียบขาวเองก็เริ่มพิจารณาเงินลงทุนสำหรับงานวิจัยที่มีโอกาสทำให้เชื้อโรคเหล่านี้มีความอันตรายมากยิ่งขึ้น และนั่นทำให้การวิจัยหลายแห่งได้ถูกระงับลงในปี 2014 เนื่องจากมีอุบัติเหตุที่น่ากลัวเกิดขึ้นในห้องทดลองหลายครั้ง การทดลองไวรัสที่ร้ายแรงหลายอย่าง เช่น ไข้หวัดใหญ่ ซาร์ส เมอร์ส ถูกยกเลิกเพราะการศึกษาเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อสถานะความปลอดภัยของมนุษย์อย่างร้ายแรง ในกรณีที่มันถูกศึกษาเพื่อเพิ่มความสามารถในการเผยแพร่และเพิ่มระดับความรุนแรง

ลองนึกภาพว่าถ้าเกิดพวกซุปเปอร์เชื้อโรคเหล่านี้หลุดออกมาจากห้องทดลองไม่ว่าจะโดยบังเอิญหรือตั้งใจ และดันถูกนำไปใช้ก่อการร้ายเข้า นั่นอาจเป็นหายนะครั้งใหญ่ของโลกที่สามารถคร่าชีวิตผู้คนนับล้านได้ไม่ยาก

10. ยาเสน่ห์

ความรักเป็นเรื่องที่เข้าใจยากและไม่มีใครจะไปควบคุมความรักได้ แต่นักวิทยาศาตร์บางคนพยายามที่จะควบคุมความรักด้วยการใช้ “ยาเสน่ห์” หรือเรียกให้คนไทยเข้าใจง่ายๆ ว่า “น้ำมันพราย” โดยสิ่งที่พวกเขากำลังศึกษาอยู่ก็คือฮอร์โมนอ๊ออกซิโตซิน (Oxytocin) หรือฮอร์โมนแห่งความผูกพัน ที่จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างยาเสน่ห์ของจริงขึ้นมาได้

แต่ถ้าการทดลองเกิดขึ้นมาได้จริงๆ ล่ะก็ แน่นอนว่ามันจะมีผลต่อจริยธรรมของมนุษย์อย่างมาก เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องหากเราต้องบังคับใครให้มารักเรา แถมมันยังเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล จนถึงอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด และกลายเป็นยาที่ถูกหมายหัวว่าเป็นยาข่มขืนได้นั่นเอง

สามารถติดตามเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ข้างล่างครับ

ที่มา : listverse | เรียบเรียงโดย เพชรมายา